Skip to content

All posts by admin - 3. page

เทคนิคการเลือกฉนวนกันความร้อน

ปัญหาโลกร้อนเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นทุกๆปี เราจึงมักได้ยินคำบ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะบ้านรุ่นเก่า จะไม่มีการติดตั้งหลังคาและฝ้าแบบที่มีคุณสมบัติป้องกันความร้อนเอาไว้ ทำให้มือใหม่หลายท่านคิดอยากจะแก้ปัญหาด้วยการติดตั้งฉนวนกันความร้อนที่บริเวณหลังคาและฝ้าเพดาน แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกฉนวนอย่างไรดีถึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนอื่นเราจึงต้องทราบก่อนว่าบ้านของเรานั้นมีตำแหน่งไหนบ้างที่ควรต้องติดตั้งฉนวนกันความร้อน โดยมี 3 จุดหลักๆ คือ

  1. ส่วนหลังคา เป็นจุดที่โดนความร้อนตลอดทั้งวันแล้วยังเป็นแหล่งสะสมความร้อนอีกด้วย ฉะนั้นการเลือกฉนวนกันความร้อนจึงควรเน้นคุณสมบัติที่มีความทนต่อสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี และต้องไม่เก็บสะสมความร้อนไว้ในเนื้อฉนวน
  2. ฝ้าเพดาน จะเป็นส่วนที่อยู่ต่ำกว่าหลังคาลงมา เป็นจุดที่รับความร้อนรองจากหลังคา ซึ่งถ้าไม่ต้องการให้บ้านร้อน ตัวฉนวนที่จะนำมาใช้ก็จะต้องไม่สะสมความร้อน เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทความร้อนเข้าบ้านได้ลดน้อยลง
  3. ผนังรอบบ้าน เป็นอีกตำแหน่งที่รับความร้อนเยอะสุด แม้ว่าจะไม่ใช่จุดที่โดนแสงแดดโดยตรงเหมือนดั่งหลังคาแต่ก็เป็นส่วนที่ต้องอุ้มความร้อนของบ้างทั้งหลัง จึงมีผลทำให้บ้านร้อนขึ้นได้ไม่ต่างกับส่วนอื่นๆ การเลือกฉนวนของผนังบ้านจึงต้องต้านทานความร้อนได้สูง รวมทั้งทนความชื้นเพื่อรับสภาพอากาศทุกฤดูกาล

ฉะนั้นเคล็ดลับที่สำคัญในการเลือกฉนวนกันความร้อนก็คือ ควรเลือกฉนวนที่มีค่าต้านทานความร้อนสูง (R) ยิ่งค่า R สูง คุณสมบัติการต้านทานความร้อนก็จะมาก และ ค่าการนำพาความร้อนต่ำ (K) เพราะค่าที่ต่ำหมายถึงว่าฉนวนชนิดนั้นจะยิ่งนำพาความร้อนจากข้างนอกเข้าสู่ตัวบ้านได้น้อย รวมไปถึงความหนาของฉนวนก็มีผลต่อการป้องกันความร้อนด้วยเช่นกัน เพราะหากฉนวนมีความหนามาก ก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกันความร้อนได้ดีกว่าฉนวนที่มีความหนาน้อย ซึ่งถ้าบ้านคุณเป็นบ้านชั้นเดียวแนะนำว่าให้ใช้ฉนวนขนาด 6 นิ้ว ที่สามารถกันความร้อนได้ถึง 4 เท่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น  และสำหรับบ้าน 2 ชั้นทั่วไป สามารถติดตั้งฉนวนที่มีความหนา 3 นิ้วได้ตามขนาดปกติ นอกจากนั้นยังช่วยประหยัดไฟได้ถึง 47% เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับบ้านที่ไม่ได้ติดฉนวน และที่สำคัญของเลือกฉนวนกันความร้อนที่ผลิตจากวัสดุใยแก้ว เพราะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทังยังไม่เป็นวัสดุที่ไม่ลามไฟอีกด้วยคะ

ฉนวนกันความร้อนที่สามารถซึมซับเสียงและกันเสียงได้ดี

ฉนวนกันเสียงมีความสำคัญมากสำหรับผู้อยู่อาศัย  โรงงาน สิ่งปลูกสร้างต่างๆที่มีปัญหาด้านเสียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสียงดังเกินกว่ากฎหมายกำหนด เสียงก้อง เสียงจากการทำงานของเครื่องจักร เสียงภายในห้องอัดเสียง เสียงดนตรีในผับ เป็นต้น ฉนวนกันเสียงที่ดี  จะช่วยลด ปัญหาทางเสียงให้หมดไปหรือลดน้อยลงจนรู้สึกได้

บางครั้งสามารถนำ ฉนวนกันความร้อน มาใช้แทนฉนวนกันเสียงได้ในบางงาน เช่น การนำฉนวนกันร้อนโพลียูรีเทนโฟม หรือพียูโฟม  มาเป็นฉนวนกันเสียง ซึ่งมันก็ป้องกันเสียงผ่านได้ดี ด้วยคุณสมบัติเด่นๆ ของโฟมประเภทนี้ จึงเป็นฉนวนกันเสียงที่ดีอีกประเภทหนึ่ง

โพลียูรีเทนโฟมหรือพียูโฟมนำมาใช้ประโยชน์เป็นฉนวนกันเสียงได้อย่างดี ต้องคำนึงถึงการนำไปใช้ว่า ต้องการใช้ฉนวนกันเสียงบริเวณนอกหรือบริเวณภายในอาคาร เพราะจะต้องคำนวณความหนาของเนื้อโฟมได้อย่างถูกต้องจึงจะสามารถกันเสียงได้ เช่นเสียงดัง 30 เดซิเบลก็ต้องพ่นโฟมกันเสียงความหนาขนาด 1 นิ้ว เป็นต้น ถ้าเสียงดังมากกว่านี้ก็ต้องกำหนดความหนาของโฟมกันเสียงให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการ

กรณีของบ้านที่อยู่ใกล้สนามบิน ซึ่งมีเครื่องบินขึ้นบินลงตลอดเวลา ย่อมก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงขึ้นกับบ้านเรือนที่อยู่บริเวณใกล้กับสนามบิน แต่การแก้ปัญหาทำได้ง่ายๆด้วยการติดตั้งฉนวนกันเสียงโพลียูรีเทนโฟมขนาดความหนา 2 นิ้วขึ้นไป ซึ่งช่วยลดเสียงดังได้มากกว่า 90% เลยทีเดียว ไม่ต้องย้ายบ้านให้ยุ่งยากอีกต่อไป

ประโยชน์ของฉนวนกันเสียงพียูโฟม

  • ช่วยป้องกันเสียงดังเข้าหรือกันเสียงดังออกได้อย่างดีเยี่ยม
  • ป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวอาคารได้ดี
  • ป้องกันการซึมของน้ำนอกผนังของอาคาร
  • ทำให้อาคารเย็นขึ้น

การติดตั้งฉนวนกับเสียงพียูโฟมมี 2 แบบ ดังนี้

  1. เพื่อกันเสียงดังจากภายนอกไม่ให้เข้าไปยังภายในอาคาร ซึ่งฉนวนกันเสียงพียูโฟมสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณสมบัติของพียูโฟม เป็น Close Cell ซึ่งเป็นฉนวนให้ความร้อนและเสียงผ่านได้น้อยมาก เพราะฉะนั้นถ้าพ่นฉนวนพียูโฟมความหนาตั้งแต่ 2 นิ้วขึ้นไปก็จะช่วยป้องกันเสียงดังเข้าไปในอาคารได้เป็นอย่างดี
  2. การติดตั้งฉนวนกันเสียงภายในห้องหรือภายในอาคาร เพื่อกันเสียงดังภายในห้องหรือภายในอาคารไม่ให้ออกไปด้านนอกได้นั่นเอง เช่น ผับ ร้านอาหาร เป็นต้น การติดตั้งฉนวนกันเสียงในกรณีนี้ก็คล้ายกับกรณีที่ 1 เพียงแค่เปลี่ยนมาเป็นการพ่นฉนวนกันเสียงด้านในของอาคารเท่านั้นเอง

 

คุณสมบัติฉนวนกันความร้อนอลูมิเนียมฟอยล์

อากาศร้อนจัดของประเทศไทยในทุกฤดู ทำให้อาคารบ้านเรือน โรงงาน โรงแรม อาคารต่างๆ ต้องเปิดใช้แอร์เป็นเวลานาน หรือบางที่ตลอด 24 ชม.เลยก็มี  ทำให้มีค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าสูงตามมา การใช้ ฉนวนกันความร้อน ก็เป็นทางหนึ่งในการพลังงานที่ใช้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ใช้พลังงานคุ้มค่าสูงสุด เพราะช่วยลดการสูญเสียความร้อนและรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ต้องการ

ความร้อนเคลื่อนที่จากอุณหภูมิสูงไปยังอุณหภูมิต่ำเสมอๆ ฉนวนกันความร้อน จึงมีหน้าที่บล็อคความร้อนนี้ วัสดุฉนวนกันความร้อนมีมากมายหลายแบบ แต่วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับฉนวนอลูมิเนียมฟอยล์กัน

ฉนวนอลูมิเนียมฟอยล์ เพราะ ความมันวาวของผิวฟอยล์ มีคุณสมบัติช่วยสะท้อนความร้อนออกไป รวมทั้งยังทนความชื้น ไม่ติดไฟ ไม่ขาดง่าย มีการเคลือบอลูมิเนียมอย่างหนาเพื่อเป็นการประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV การเคลือบฟิล์มทำให้ไอน้ำซึมเข้าได้น้อยลง อีกทั้งอลูมิเนียมฟอลย์เหนียวจึงติดตั้งง่ายเพราะสามารถดึง ลาก ทำให้ง่ายต่อการติดตั้ง ฉนวนกันความร้อนแบบพิเศษ

ฉนวนกันความร้อนแบบพิเศษ หมายถึง ฉนวนแบบธรรมดานำมาเคลือบด้วยฟอยล์ แบบหน้าเดียว  2 หน้า หรือแบบผสม ช่วยเพิ่ม การ สะท้อนความร้อน เพิ่มความทนต่อแรงเสียดสี ทนสารเคมี ทนน้ำมัน กรด นอกจากนี้ฉนวนกันความร้อนแบบพิเศษนี้ ช่วยเพิ่มความสะดวก และลดค่าใช้จ่าย  โดยสามารถซื้อฉนวนไปติดได้เอง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ค่าออกแบบและค่าติดตั้งเหมือนฉนวนแบบสั่งทำ รวมทั้งยังประหยัดเวลา รอคนเข้าไปติดตั้ง ทำเองได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือพิเศษ

งานบางประเภทต้องการฉนวนกันความร้อนแบบพิเศษ  ทนต่อการเสียดสี ทนต่อการขูดขีดจากของมีคม ทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี ไอเค็มจากทะเล การวิจัยในสมัยใหม่สามารถเคลือบติดกับแผ่นฟอยล์ เพื่อให้มีคุณสมบัติตามต้องการดังกล่าว ความหนาฉนวนกลุ่มนี้มีตั้งแต่ 3-25 mm ให้เลือกตามความเหมาะสมกับงานเลยทีเดียว

ฉนวนกันความร้อนอลูมิเนียมฟอยล์กับงานด้านต่างๆ

  • งานหุ้มเก็บเม็ดพลาสติค สำหรับเครื่องฉีดพลาสติคหรือเครื่องรีดพลาสติค
  • งานหุ้มแท่นหุ่นเชื่อม สำหรับป้องกันสะเก็ดไฟ
  • งานหุ้มฉนวนสะท้อนความร้อนของเตาอบไฟฟ้า
  • งานแผ่นสะท้อนความร้อนหน้าเตาหลอม
  • งานฉนวนกันความร้อนหม้อพักอลูมิเนียมเหลว

การเลือกใช้วัสดุฉนวนกันความร้อนที่เหมาะสมตามการใช้งาน  สามารถป้องกันความร้อนอุณหภูมิในการใช้งาน การเปลี่ยนรูปเมื่อโดนความร้อน กันน้ำ กันความชื้น มีความทนทานต่อแมลง มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ การเสื่อมสภาพ การบำรุงรักษา เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเลือกฉนวนกันความร้อนแบบที่เหมาะสมได้แล้วล่ะค่ะ